ลิเวอร์พูล 1-4 พีเอสวี

ลิเวอร์พูล 1-4 พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น หงส์แดงทรุด พ่ายคาบ้านเละสุดในยุโรปยุคใหม่

แอนฟิลด์คืนวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ลิเวอร์พูลโดนพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่นบุกถล่ม 4-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ลีกเฟส ประตูของเจ้าบ้านมาจาก โดมินิค โซบอสซ์ไล เพียงลูกเดียว ส่วนทีมเยือนได้จาก อิวาน เปริซิช (จุดโทษ), กุส ทิล และ คูไฮบ์ ดรีโอเอช ที่ยิงเบิ้ลช่วงท้ายเกม ทำให้พีเอสวีขยับขึ้นมี 8 แต้ม (อันดับ 15) ขณะที่หงส์แดงเหลือ 9 แต้ม หล่นมาอันดับ 13 ของตาราง และเป็นความพ่ายแพ้ในบ้านเกมยุโรปที่หนักสุดเกมหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสรยุคใหม่

จากมุมบรรณาธิการคอลัมน์ยุโรป เกมนี้คือ “คืนที่วิกฤตลิเวอร์พูลชัดเจนขึ้นอีกขั้น” ทั้งในแง่แท็กติกและเมนทัลของทีม

ภาพรวมเกม – ลิเวอร์พูลยิงเยอะไม่คม พีเอสวีลงโทษทุกข้อผิดพลาด

ตลอด 90 นาที ลิเวอร์พูลครองเกมและสร้างโอกาสยิงได้มากกว่า แต่พีเอสวีคือทีมที่คมกว่าและใช้จังหวะโต้กลับเล่นงานแนวรับหงส์แดงที่หลวมและสับสนอย่างหนัก

อธิบายต่อแบบเข้าใจง่าย

  • ลิเวอร์พูลมีโอกาสยิงรวมถึง 26 ครั้ง แต่เปลี่ยนเป็นประตูได้แค่ลูกเดียว แถมมีจังหวะโขกชนคานของฟาน ไดค์และลูกเซฟสำคัญของผู้รักษาประตูพีเอสวีอีกหลายช็อต

  • พีเอสวีเน้นเกมรับเป็นหลัก แล้วใช้การเพรสแดนกลางกับการจู่โจมเร็วเป็นอาวุธ เมื่อได้ช่องก็จบสกอร์เฉียบขาดแทบทุกครั้ง

  • บรรยากาศในแอนฟิลด์จบเกมด้วยเสียงโห่และแฟนส่วนหนึ่งเดินออกก่อนหมดเวลา สะท้อนความกดดันต่อทีมและกุนซืออาร์เน่ สลอตอย่างชัดเจน

ลำดับประตู – เปริซิชนำเร็ว, โซบอสซ์ไลตีเสมอ ก่อนทิล–ดรีโอเอชรัวปิดงาน

ทั้งห้าประตูในเกมนี้เกิดขึ้นตามรูปแบบที่ต่างกัน แต่ทุกลูกสะท้อนปัญหาเกมรับของลิเวอร์พูลที่เสียสมาธิและเช็คลูกสองไม่ได้เลย

เรียงตามเวลาแบบสั้น ๆ

  • 0-1 นาที 6 – เปริซิชยิงจุดโทษ

    • บอลครอสเข้ากรอบแล้วโดนแฮนด์บอลของเวอร์จิล ฟาน ไดค์ ผู้ตัดสินเป่าให้จุดโทษ อิวาน เปริซิช รับหน้าที่สังหารไม่พลาด พีเอสวีนำเร็ว 1-0

  • 1-1 นาที 16 – โซบอสซ์ไลกดด้วยขวา

    • ลิเวอร์พูลตอบโต้ทันควัน เมื่อ โคดี้ กัคโป จ่ายให้ โดมินิค โซบอสซ์ไล สับไกจากระยะหน้าเขตโทษ บอลพุ่งเสียบมุม กลับมาเสมอ 1-1 และเหมือนเกมจะไหลเข้าทางเจ้าบ้าน

  • 1-2 นาที 56 – ทิลยิงยัดเสาแรก

    • ครึ่งหลังรูปเกมยังเปิด แลกลูกกลางอากาศกันบ่อย จนถึงจังหวะที่แนวรับลิเวอร์พูลเคลียร์ไม่ขาด บอลหลุดถึง กุส ทิล ในกรอบ เขาซัดยัดเสาแรกส่งพีเอสวีนำ 2-1

  • 1-3 นาที 73 – ดรีโอเอชหลุดยิงจบโต้กลับ

    • พีเอสวีฉวยโอกาสจากจังหวะเสียบอลแดนกลางของลิเวอร์พูลแล้วสวนกลับเร็ว บอลไหลถึง คูไฮบ์ ดรีโอเอช ใช้สปีดหลุดแนวรับก่อนยิงหักข้อเสียบเสา เป็น 3-1 ทำให้เสียงในสนามเงียบกริบ

  • 1-4 นาที 90+1 – ดรีโอเอชปิดกล่อง

    • ช่วงทดเวลาเจ็บ ดรีโอเอชได้บอลในกรอบอีกครั้งจากการต่อเกมด้านซ้าย ก่อนยิงเรียดผ่านมือผู้รักษาประตู เป็นประตูที่สองของตัวเองและจบสกอร์ 4-1 อย่างเด็ดขาด

ตัวเลข–สถานการณ์บนตาราง – ลิเวอร์พูลหล่นอันดับ 13 พีเอสวีขยับลุ้นเพลย์ออฟ

หลังจบเกมนี้ ลิเวอร์พูลมี 9 คะแนนจาก 5 นัด หล่นมาอยู่อันดับ 13 ของลีกเฟส ขณะที่พีเอสวีเก็บเพิ่มเป็น 8 คะแนน ขยับขึ้นอันดับ 15 ทั้งคู่ยังมีลุ้นพื้นที่เพลย์ออฟ แต่โมเมนตัมเริ่มเทไปฝั่งทีมดัตช์ชัดเจน

รายละเอียดที่น่าสนใจ

  • ความพ่ายแพ้ 4-1 ครั้งนี้ทำให้ลิเวอร์พูลแพ้ในบ้านเกมแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกในรอบ 14 นัด และเป็นเกมที่สามติดต่อกันที่ทีมเสียอย่างน้อย 3 ประตู รวมแล้วโดนไป 10 ลูกในช่วงสั้น ๆ

  • เมื่อมองรวมทุกรายการ ทีมของอาร์เน่ สลอตแพ้ 9 จาก 12 เกมหลังสุด ซึ่งสื่ออังกฤษยืนยันว่าเป็นช่วงฟอร์มแย่สุดของสโมสรนับตั้งแต่ฤดูกาล 1953-54 เลยทีเดียว

มุมแท็กติก – เพรสไม่ลงตัว เกมรับหงส์พังเอง พีเอสวีใช้ทรานซิชันกดดันตลอด

หากดูเชิงแท็กติก เกมนี้คือภาพชัดว่าระบบเพรสซิ่งของลิเวอร์พูลยุคสลอตยังไม่เข้าที่ ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างแนวรับ–แดนกลาง และการยืนไลน์สูงโดยไม่กดดันคนจ่ายบอลให้พอ ส่งผลให้พีเอสวีใช้จังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุกลงโทษได้ตลอดคืน

จุดที่เห็นชัดในเกม

  • จุดโทษต้นเกมมาจากปัญหาการป้องกันพื้นที่ในกรอบเขตโทษ ฟาน ไดค์พยายามบล็อกบอลครอส แต่ใช้แขนกว้างเกินจนโดน VAR จับแฮนด์บอล

  • ประตู 2-1 และ 3-1 สะท้อนปัญหาการเก็บ “ลูกสอง” และการถอยไลน์ช้า แนวรับหงส์แดงถอยไม่พร้อมกัน ทำให้พื้นที่ครึ่งช่องถูกใช้เล่นงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

  • พีเอสวีของปีนี้ฟอร์มในเอเรดิวิซีร้อนแรงอยู่แล้ว และในเกมนี้พวกเขาแสดงให้เห็นถึงการเพรสแบบมีระเบียบ รู้ว่าจะบีบใครและปล่อยใคร ทำให้ลิเวอร์พูลเสียบอลตรงกลางบ่อยจนแฟนบอลเริ่มโห่ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังต้น ๆ

เมนทัลและอนาคตของสลอต – “อารมณ์หม่น” ที่กุนซือยอมรับเอง

หลังจบเกม กุนซือ อาร์เน่ สลอต ยอมรับตรง ๆ ว่าบรรยากาศในทีมตอนนี้ “หม่นมาก” และยอมรับว่าทีมกำลังเจอช่วงเวลายากสุด ๆ ทั้งเรื่องฟอร์มและความมั่นใจของนักเตะ

ประเด็นสำคัญนอกสนาม

  • สลอตชี้ว่าปัญหาใหญ่คือการเสียประตูก่อนเกือบทุกเกม (10 จาก 12 นัดหลังสุด) ทำให้ต้องวิ่งไล่ตลอด และเมื่อทีมไม่สามารถพลิกเกมได้ ความมั่นใจจึงยิ่งหายไปเรื่อย ๆ

  • นักเตะอย่างเคอร์ติส โจนส์ยังให้สัมภาษณ์ตรง ๆ ว่า ลิเวอร์พูลตอนนี้ “อยู่ในสถานการณ์แย่” และทุกคนรู้ดีว่าต้องหาทางตอบสนองให้เร็วที่สุด

  • ฝั่งสื่ออังกฤษจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงอนาคตระยะกลางของสลอต โดยชี้ว่าการลงทุนเสริมทัพราว 400–450 ล้านปอนด์หลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อซีซันก่อน ยิ่งทำให้ความคาดหวังสูงและความกดดันรุนแรงเป็นพิเศษ

สรุปท้ายบทความ

สรุปแล้ว คืนที่แอนฟิลด์จบลงด้วยสกอร์ ลิเวอร์พูล 1-4 พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น และกลายเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนที่ตอกย้ำวิกฤตของหงส์แดงทั้งในเชิงแท็กติกและสภาพจิตใจ

ในขณะเดียวกัน นี่คือชัยชนะระดับ “ประวัติศาสตร์สโมสร” สำหรับพีเอสวี ที่บุกมายิงทีมระดับลิเวอร์พูลถึงสี่ลูกกลางบรรยากาศเดือดของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก และทำให้การแย่งพื้นที่เพลย์ออฟในลีกเฟสเข้มข้นขึ้นไปอีกขั้น

สำหรับผู้อ่าน lowellmunication.com ที่ติดตามทั้งข่าวและวิเคราะห์ เกมนี้คือเคสตัวอย่างชัดเจนว่าฟุตบอลยุคใหม่ ถ้าโครงสร้างการเพรสและเกมรับมีรูรั่ว ต่อให้ครองบอลและสร้างโอกาสได้มากแค่ไหน ก็อาจโดนลงโทษจนสกอร์หลุดแบบที่เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในค่ำคืนนี้ได้ทุกเมื่อ และหากท่านใดกำลังมองหา UFABET ทางเข้า เพื่อเล่นพนันบอลออนไลน์ เราขอแนะนำ UFA345