
โอลิมเปียกอส 3-4 เรอัล มาดริด เอ็มบัปเป้ยิง 4 ลูกพาราชันพลิกเกมสุดคลาสสิก
คืนวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่สนามยอร์กอส คาราอิสคาคิส เรอัล มาดริดบุกชนะโอลิมเปียกอส 4-3 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ลีกเฟส โดย คิลิยัน เอ็มบัปเป้ กดคนเดียว 4 ประตู พลิกสถานการณ์จากตามหลัง 0-1 และถูกไล่จี้จนเหลือ 3-4 ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย กลายเป็นหนึ่งในเกมรุกดุที่สุดของราชันในยุคกุนซือชาบี อลอนโซ่
ในมุมบรรณาธิการคอลัมน์ยุโรป เกมนี้คือ “คืนพีคของสตาร์หมายเลข 10” ที่ทั้งเปลี่ยนหน้าเกม และส่งเสียงเตือนทั้งยุโรปว่ามาดริดยังมีเกียร์อีกหลายระดับ
ภาพรวมเกม – เจ้าบ้านเริ่มคม ราชันใช้ความเร็วและคลาสแก้สถานการณ์
ช่วงต้นเกมโอลิมเปียกอสเล่นได้ดีกว่า ออกนำจากลูกยิงไกลและมีโอกาสทิ้งห่าง แต่หลังนาที 20 เป็นต้นไป มาดริดเร่งสปีดเกมรุก ใช้คู่หู วินิซิอุส จูเนียร์ – เอ็มบัปเป้ เป็นตัวเปลี่ยนโมเมนตัมจนสกอร์ไหล
อธิบายต่อแบบสั้น ๆ
-
10–20 นาทีแรก โอลิมเปียกอสกล้าเล่น กล้าเสี่ยง บุกใส่แบบไม่ได้กลัวชื่อชั้น สร้างโอกาสจาก ชิควินโญ่ หลายครั้ง และบังคับให้ลูนินต้องเซฟสวย ๆ
-
เมื่อมาดริดเริ่มจับจังหวะได้ แดนกลางคอนโทรลเกมดีขึ้น ทำให้บอลถูกจ่ายออกข้างให้วินิซิอุสดวลหนึ่งต่อหนึ่งบ่อยขึ้น และตรงนั้นคือจุดที่เจ้าบ้านเริ่มตั้งรับไม่ทัน
-
ครึ่งหลังรูปเกมเปิดแลกเต็มที่ เจ้าบ้านพยายามกดดันด้วยลูกกลางอากาศ ส่วนมาดริดอาศัยเกมสวนกลับและสปีดของเอ็มบัปเป้คอยลงโทษ
เกมนี้จึงสนุกทั้งเชิงแท็กติกและอารมณ์ แฟนบอลดูแล้วหายใจไม่ทั่วท้องจนจบ 90 นาที
ลำดับประตู – จาก 1-0 เป็นแฮตทริกใน 7 นาที แล้วปิดด้วยลูกที่สี่ของเอ็มบัปเป้
ทั้งเจ็ดประตูในเกม โอลิมเปียกอส 3-4 เรอัล มาดริด เกิดจากจังหวะที่มีคุณภาพสูงแทบทุกลูก ตั้งแต่ลูกยิงไกล เปิดบอลยาว จนถึงคอมโบสปีดจัดของแนวรุกทีมเยือน
1-0 นาที 8 – ชิควินโญ่กดไกลให้เจ้าบ้านนำก่อน
-
โอลิมเปียกอสต่อบอลสวยก่อนจบที่ ชิควินโญ่ ซัดไกลเต็มข้อ บอลพุ่งเสียบมุมให้เจ้าบ้านออกนำเร็ว และเกือบได้ลูกสองจากจังหวะยิงไกลอีกครั้งถัดมาไม่นาน ถ้าไม่ติดเซฟของลูนิน
1-1 นาที 22 – เอ็มบัปเป้หลุดเดี่ยวจากบอลแทงของวินิซิอุส
-
วินิซิอุสใช้ทักษะจ่ายด้วยหลังเท้าแทงทะลุช่องให้เอ็มบัปเป้หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับผู้รักษาประตู ก่อนยิงผ่านมือแบบเยือกเย็น เป็นประตูตีเสมอ และเริ่มช่วงเวลาเดือดของแนวรุกมาดริด
1-2 นาที 24 – โหม่งจากครอสของอาร์ด้า กือเลอร์
-
แค่สองนาทีถัดมา อาร์ด้า กือเลอร์เปิดบอลจากฝั่งขวาโค้งเข้าเขตโทษ เอ็มบัปเป้ขึ้นโหม่งเต็ม ๆ เปลี่ยนสกอร์เป็น 2-1 ให้ทีมเยือนในเวลาอันสั้น
1-3 นาที 29 – แฮตทริกสำเร็จในเวลาไม่ถึง 7 นาที
-
ประตูที่สามเริ่มจากการทำชิ่งในแดนกลาง ก่อน เอดูอาร์โด้ กามาวินก้า ไหลทะลุให้เอ็มบัปเป้หลุดเข้าไปยิงเรียดผ่านผู้รักษาประตู เป็นแฮตทริกที่ใช้เวลาเพียง 6 นาที 43 วินาที เร็วเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ UCL
2-3 นาที 52 – ทาเรมีโขกตีตื้นให้โอลิมเปียกอส
-
ครึ่งหลังเจ้าบ้านไม่ยอมแพ้ เปลี่ยนแผนใช้ลูกครอสบ่อยขึ้น และได้ผลเมื่อ เมห์ดี้ ทาเรมี โหม่งจากลูกเปิดฝั่งขวาเข้าไป ทำให้สกอร์กลับมาลุ้นที่ 2-3
2-4 นาที 60 – เอ็มบัปเป้รับแอสซิสต์ที่สองจากวินิซิอุส ยิงลูกที่สี่ของตัวเอง
-
นาที 60 วินิซิอุสลากเดี่ยวหนีแนวรับก่อนจ่ายตัดหลังให้เอ็มบัปเป้แปเน้น ๆ เป็นลูกที่สี่ของเจ้าตัวในเกมเดียว และดูเหมือนจะปิดจ็อบให้มาดริดแบบสบาย ๆ
3-4 นาที 80 – เอล คาบีโหม่งจี้ไล่ ทำให้ท้ายเกมเดือดอีกครั้ง
-
เจ้าบ้านยังไม่ยอมแพ้ และมาได้ลูกโหม่งของ เอยูบ เอล คาบี นาที 80 ไล่มา 3-4 ทำให้ช่วงท้ายเกมมาดริดต้องถอยลงมาตั้งโซนรับแน่นเพื่อรักษาสกอร์
ท้ายที่สุด โอลิมเปียกอสมีจังหวะหวาดเสียวเพิ่ม แต่จบไม่คมพอ ราชันชุดขาวจึงเก็บสามแต้มกลับมาดริดสำเร็จ
ตัวเลขหลังเกม – เจ้าบ้านวิ่งสู้แต่ราชันเฉียบขาดกว่าในพื้นที่สุดท้าย
สถิติเกมนี้บอกชัดว่า โอลิมเปียกอสไม่ได้เป็นรองในเรื่องจังหวะบุกหรือจำนวนครั้งที่เข้าทำ แต่ความต่างคือคุณภาพของการจบสกอร์และการใช้สปีดในพื้นที่อันตรายของมาดริด
อธิบายเพิ่มแบบง่าย ๆ
-
ทั้งสองทีมมีจังหวะยิงหลายครั้ง โดยเฉพาะจากนอกเขตของชิควินโญ่และลูกโหม่งของเอล คาบี แต่ฝั่งเจ้าบ้านต้องเจอวันฟอร์มดีของลูนินที่เซฟสำคัญได้ตลอดครึ่งแรก
-
มาดริดเองมีโอกาสเพิ่มจากวินิซิอุสและชูอาเมนี่ที่ยิงชนคาน แต่สุดท้ายเกมนี้ถูกจดจำในฐานะ “เกมของเอ็มบัปเป้” ซึ่งใช้โอกาสเน้น ๆ ไม่กี่ครั้งเปลี่ยนเป็น 4 ประตูเต็ม ๆ
-
เมื่อดูจากอันดับตาราง ลีกเฟสหลังจบเกม มาดริดขยับขึ้นมี 12 คะแนนจาก 5 นัด อยู่กลุ่มท็อปของ 36 ทีม ส่วนโอลิมเปียกอสมีแค่ 2 แต้ม จมท้ายโซนล่าง ต้องลุ้นกันหนักในนัดที่เหลือ
เอ็มบัปเป้ – คืนที่ย้ำสถานะ “ราชาเวทีแชมเปียนส์ลีกคนใหม่”
ผลงานยิง 4 ประตูในเกมเดียว พร้อมแฮตทริกในเวลาไม่ถึง 7 นาที ทำให้ชื่อของ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ถูกดันขึ้นไปอยู่ในลิสต์สถิติระดับตำนานของ UCL อีกครั้ง และพาทีมหนีความกดดันเรื่องฟอร์มสะดุดก่อนหน้านี้ได้แบบทันตา
จุดที่ควรเน้นสำหรับคนดูบอลและสายวิเคราะห์:
-
แฮตทริกนี้เป็นแฮตทริกเร็วอันดับสองในประวัติศาสตร์แชมเปียนส์ลีก รองแค่ของโมฮาเหม็ด ซาลาห์ที่ทำไว้กับเรนเจอร์สในปี 2022
-
4 ประตูเกมนี้ทำให้ยอดรวมของเอ็มบัปเป้ในซีซัน 2025/26 ขยับไปแตะเลข 20+ ประตู และนำโด่งเป็นดาวซัลโวสูงสุดของรายการในตอนนี้
-
ที่สำคัญคือภาษากายทั้งเกม เขารับผิดชอบทั้งการล้วงลงมารับบอล การเปิดพื้นที่ให้วินิซิอุส และการไล่บีบเกมรับคู่แข่ง ไม่ได้มีแค่บทบาท “จบสกอร์อย่างเดียว”
จากมุมบรรณาธิการคนดูบอลมาตลอดสิบกว่าปี คืนนี้คือหนึ่งในฟอร์มระดับท็อป 5 เกมยุโรปของเอ็มบัปเป้ในอาชีพอย่างไม่ต้องสงสัย
ผลต่อเส้นทางลีกเฟส – มาดริดกลับสู่เส้นทางลุ้นท็อป 8 โอลิมเปียกอสลุ้นหนีบ๊วย
ด้วยสามแต้มจากเกมนี้ เรอัล มาดริดมี 12 คะแนนจาก 5 นัด อยู่กลุ่ม 5 ทีมแถวบนที่กำลังแย่งโควตาท็อป 8 แบบสูสี ส่วนโอลิมเปียกอสยังจมท้าย มีแค่ 2 แต้มจากการเสมอ 2 แพ้ 3 นัด
สรุปภาพรวมสถานการณ์:
-
ถ้ามาดริดเก็บชัยได้อีกอย่างน้อยหนึ่งนัดจากสามเกมที่เหลือ โอกาสจบในท็อป 8 เพื่อเข้ารอบ 16 ทีมอัตโนมัติจะสูงมาก
-
ฝั่งโอลิมเปียกอสต้องหวังเก็บชัยรวดท้ายลีกเฟส แล้วลุ้นผลคู่อื่นเพื่ออย่างน้อยขยับขึ้นไปโซนเพลย์ออฟหรือพื้นที่ถ้วยรอง ซึ่งถือว่างานยากแต่ยังไม่ถึงขั้นปิดประตู
มุมบรรณาธิการ UFABET – บทเรียนจากเกมที่สกอร์ไหล แต่รายละเอียดแน่น
จากมุมมองของบรรณาธิการสายข่าวยุโรป เกม โอลิมเปียกอส 3-4 เรอัล มาดริด ให้บทเรียนสำคัญหลายอย่างกับคนดูบอล
สรุปเป็นข้อ ๆ ง่าย ๆ:
-
เกมรุกระดับท็อปสามารถลบข้อผิดพลาดเกมรับได้ แต่ไม่ควรใช้บ่อย
-
มาดริดเสียไป 3 ลูก และเกือบโดนตีเสมอ แต่เพราะมีเอ็มบัปเป้กับวินิซิอุสในฟอร์มสุดจัดจึงยังรอด อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นรอบน็อกเอาต์การเสียประตูเยอะขนาดนี้อาจไม่รอดอีกแล้ว
-
-
ทีมเล็กในบ้านตัวเองไม่เคยง่ายใน UCL
-
โอลิมเปียกอสแสดงให้เห็นว่าบรรยากาศในสนามกรีซยากต่อทุกทีม แม้จะเสียประตูหลายครั้งแต่ก็วิ่งกดดันจนครบ 90 นาที และเฉียดตีเสมอแบบแฟนมาดริดใจหายหลายหน
-
-
เมื่อตารางเป็นแบบลีกเฟส ทุกประตูมีผลต่อ “ภาพใหญ่”
-
ชัยชนะ 4-3 ไม่ได้แค่ให้สามแต้ม แต่ยังช่วยเรื่องประตูได้-เสียที่อาจกลายเป็นตัวตัดสินสำคัญระหว่างพื้นที่ท็อป 8 กับเพลย์ออฟในตอนจบฤดูกาล
-
สรุปท้ายบทความ
สรุปแล้ว ค่ำคืนที่เอเธนส์จบลงด้วยสกอร์ โอลิมเปียกอส 3-4 เรอัล มาดริด และชื่อที่ทุกคนพูดถึงมีเพียงหนึ่งเดียวคือ คิลิยัน เอ็มบัปเป้
เขายิง 4 ลูก พลิกเกมแทบจะลำพัง พาทีมเก็บชัยชนะนัดสำคัญในลีกเฟส และตอกย้ำภาพว่า ถ้าวันไหนเจ้าตัว “โหมดโหด” เต็มขั้น ต่อให้สนามจะแข็งแค่ไหนหรือบรรยากาศจะเดือดแค่ไหน กำแพงของคู่แข่งก็พร้อมแตกได้ทุกเมื่อ
สำหรับผู้อ่าน lowellmunication.com ที่ติดตามทั้งข่าวบอลและมุมมองจากสายวิเคราะห์ เกมนี้คืออีกหนึ่งแมตช์ที่ควรย้อนดูไฮไลต์เต็ม ๆ เพื่อเก็บรายละเอียดการเคลื่อนที่ของเอ็มบัปเป้และวินิซิอุสว่า “คู่หูฟรอนต์ไลน์ยุคใหม่ของยุโรป” เขาเล่นกันอย่างไรในวันที่ทุกอย่างลงล็อกสมบูรณ์แบบแบบนี้ และสำหรับท่านใดที่กำลังมองหาเว็บ UFABET ทางเข้า เราขอแนะนำ UFA345 ต้องเว็บนี้เลย